ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

อวสานของหุ้น Growth? / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าตลาดหุ้นไทยจะลดความร้อนแรงลง แม้ว่าดัชนีตลาดหุ้นจะไม่ได้ปรับตัวลงเท่าไรนักแต่ปริมาณการซื้อขายต่อวันก็ชะลอตัวลงพอสมควร สิ่งที่เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจกว่าก็คือ ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนส่วนบุคคลนั้นลดลงมาก สัดส่วนที่เคยซื้อขายเกินกว่า 50% ลดลงเหลือเพียงประมาณ 40% เศษ ๆ ในขณะที่นักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนการซื้อขายเพิ่มขึ้นมากเป็นกว่า 30% เช่นเดียวกับนักลงทุนสถาบันที่เพิ่มขึ้นเกินกว่า 10% ของการซื้อขายทั้งหมด มองลึกลงไปอีกก็จะพบว่าหุ้นบางกลุ่มโดยเฉพาะที่เป็นหุ้นตัวเล็กและกลางที่เคยมีราคาปรับตัวขึ้นไปเร็วและสูงมากพร้อม ๆ กับราคาหุ้นที่ “แพง” มากวัดจากค่า PE ที่สูงบางทีถึง 50 หรือ 100 เท่า ค่า PB สูง 5-10 เท่าขึ้นไป และผลตอบแทนเงินปันผลบางทีไม่เกิน 1-2% ต่อปี เริ่มมีการปรับตัวลดลงแรงมาก ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนส่วนบุคคลจำนวนมากขาดทุนอย่างหนักและชะลอการลงทุนลงในช่วงนี้

            หุ้นที่มีราคาปรับตัวขึ้นไปสูงมากจนราคา “แพงเวอร์” ดังกล่าวนั้น ในทางวิชาการลงทุนถูกเรียกว่าเป็นหุ้นเติบโตเร็วหรือ Growth Stock ซึ่งมีคุณสมบัติต่า…
โพสต์ล่าสุด

ความสุขของ VI / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ระดับความสุขของคน ๆ หนึ่งนั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการก็คือ  1) ยีน  2)สภาพแวดล้อมที่เขาอยู่  และ 3) วีธีการปฏิบัติตนในการดำรงชีวิตและการทำกิจกรรมต่าง ๆ   เรื่องของยีนนั้นเป็นเรื่องที่เราทำอะไรไม่ได้  คนบางคนเกิดมาด้วยยีนที่มีสุขภาพดีมาก  แข็งแรงไม่เจ็บป่วย มีจิตใจที่ชอบมองโลกในแง่ดี  แบบนี้เขาก็จะมีความสุขมากกว่าคนที่เกิดมามีสุขภาพไม่ดีและมีแนวโน้มเป็นคนมองโลกในแง่ลบหรือขี้กังวลถ้าสภาวะอย่างอื่นเหมือนกัน   เรื่องสภาพแวดล้อมนั้น  บ่อยครั้งเราก็ทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะคนส่วนใหญ่มักจะเลือกไม่ได้  ตัวอย่างเช่น  คนที่เกิดและอาศัยอยู่ในเมืองร้อนมีโรคชุกชุมหรือคนที่อยู่ในประเทศที่มีระบบการปกครองที่กดขี่  ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพก็มักจะมีความสุขน้อยกว่าคนที่อยู่ในประเทศที่อากาศดีและระบบการปกครองเป็นประชาธิปไตยที่คนมีสิทธิเสรีภาพสูง  สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะทำให้ความสุขของคนเพิ่มขึ้นได้ส่วนใหญ่จึงขึ้นอยู่กับการกระทำของเจ้าตัวเองว่าจะนำไปสู่ความสุขที่มากขึ้นหรือไม่

            กระบวนการของความสุขนั้นมี 2 ขั้น  ขั้นแรกก็คือ  ความสุขระยะสั้นที่เกิดจากความพึงพอใจที่ได้กระทำอะไรบางอย่าง น…

ศาสตร์แห่งความสุข / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เป้าหมายสูงสุดของมนุษย์หรือคนเรานั้นไม่ใช่เงิน  อำนาจ ชื่อเสียง  เกียรติยศ  แต่คือ  “ความสุข”  สิ่งต่าง ๆ  ที่กล่าวถึงนั้นแท้ที่จริงมันเป็นเพียง  “หนทางหรือทางผ่าน” ที่อาจจะหรือมักจะนำไปสู่ความสุขเท่านั้น   ความสุขนั้นไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้แต่มันคือความรู้สึกของเรา  มันอยู่ในใจ  มันเป็นอารมณ์ที่มีแต่ “เจ้าตัว” เท่านั้นที่จะบอกได้  ความสุขนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับ “ความทุกข์” ที่ก็เป็นอีกหนึ่งอารมณ์ที่อยู่ในใจที่มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้สึกเอง  ตามนิยามของท่านพุทธทาสภิกขุที่ผมเคยอ่านสมัยที่เคยบวชเป็นพระในช่วงวัยหนุ่ม  ความทุกข์ก็คือสิ่งที่เราต้องทนและอยากจะหลีกเลี่ยง  อยากจะไปให้พ้น  ส่วนความสุขนั้นเป็นอะไรที่เราไม่ต้องทน  เราอยากได้และอยากอยู่กับมันนาน ๆ   ในยุคปัจจุบันที่ความรู้ด้านของชีววิทยาก้าวหน้ามากนั้น  เรารู้ว่าความทุกข์และความสุขของมนุษย์นั้นมีรากฐานมาจากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตผ่านยีนที่สร้างอารมณ์ทุกข์และสุขขึ้นมาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาตัวรอดและเผยแพร่เผ่าพันธุ์  ความสุขมีไว้เพื่อกระตุ้นให้เราอยากทำในสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีโอกาสรอดและเผยแพร่เผ่าพันธุ์ได้ดีขึ้น  ตัวอย่างเช่นอารมณ…

Share(หุ้น)ลูกโซ่ / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าจะมีกรณี “แชร์ลูกโซ่” หรือการ “โกงประชาชน” โดยการชักชวนให้คนมาลงทุนในกิจการที่สัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูงมาก เช่น 6-7% ต่อเดือนขึ้นไปโดยที่ “คนโกง” เองนั้นไม่มีหรือไม่สามารถหาโครงการลงทุนที่ทำผลตอบแทนอย่างนั้นได้แต่ใช้วิธีการนำเงินลงทุนที่ได้รับมาจ่ายเป็นผลตอบแทนรายเดือนตามที่สัญญา   ซึ่งทำให้  “นักลงทุน” รู้สึกและมั่นใจว่าเป็นการลงทุนที่ดีเยี่ยมตามที่ “โฆษณา” ไว้  ซึ่งก็ทำให้นักลงทุนรายต่อ ๆ  ไปหรือแม้แต่รายเดิมนำเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อเงินลงทุนเพิ่มขึ้นมากจนถึงจุดหนึ่ง  คนที่เป็น “เจ้ามือ” ชักชวนคนให้มาลงทุนก็จะ “เชิดเงินหนี”  และได้เงินไปมหาศาล  ส่วนคนที่ “หลง” เข้าไปลงทุนจำนวนมากที่ไม่รู้ “เบื้องหลัง” หรือคนที่รู้แต่คิดว่าตนเองจะสามารถ “ถอนการลงทุน” ออกก่อนก็จะขาดทุนอย่างหนัก  บ่อยครั้งเงินลงทุนกลายเป็นศูนย์

สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว  พวกเขาคิดว่าคนที่เข้าไปลงทุนกับ  “แชร์ลูกโซ่” นั้นมักเป็นคนที่ “ขาดความรู้ทางการลงทุนอย่างสิ้นเชิง” หรือไม่ก็ “โลภจนหลง”  ต่างจาก “คนเล่นหุ้น” ที่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนสูง…

กลยุทธ์สร้างพอร์ตหุ้น / โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เวลาที่คิดจะลงทุนในตลาดหุ้นผมมักจะจินตนาการเหมือนว่ากำลังส่งกองทัพไปทำสงครามในสนามรบแห่งหนึ่งโดยมีตัวผมเองเป็นเสนาธิการ   เรื่องแรกที่ผมจะต้องคิดก็คือ  วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ต้องการบรรลุนั่นก็คือเรื่องของผลตอบแทนที่จะได้รับถ้าชนะสงคราม—หรือแพ้  โดยทั่วไปกฎของผมก็คือกฎของสงครามนั่นคือ  เราต้องไม่แพ้  ถ้าคิดว่ามีโอกาสแพ้พอสมควรผมก็จะไม่เข้า    เรื่องที่สองก็คือผมจะต้องประเมิน “สนามรบ” หรือชัยภูมิหรือสถานที่ที่จะเข้าตี  ผมจะต้องดูว่ามันอยู่ในทำเลที่ยากมากน้อยแค่ไหน  มันเอื้ออำนวยหรือมันเป็นเนินเขาสูงที่มีป้อมปราการทำให้คนที่เข้าไปอยู่ในจุดที่เสียเปรียบและเอาชนะได้ยากหรือไม่  เพราะผมเชื่อในกฎของสงครามที่ว่า  คนที่เข้าไปตีข้าศึกหรือเป็นฝ่ายรุกนั้นจะต้องใช้ความพยายามมากกว่าฝ่ายรับหลายเท่า   เรื่องสุดท้ายในฐานะของเสนาธิการก็คือ  ผมจะต้องกำหนดกลยุทธ์การศึกที่จะทำให้ผมบรรลุเป้าหมายในการทำสงคราม

            เปรียบเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นที่ผมทำอยู่ในตลาดหุ้นไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา  ผมเริ่มมีความรู้สึกเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้นน่าจะถดถอยลงมาก  ในระยะยาวต่อ…

ความฝันของคนกินเงินเดือน / ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

นักลงทุน “ผู้มุ่งมั่น” ที่ประสบความสำเร็จในช่วงประมาณเกือบ 10 ปีที่ผ่านมานั้น  รวมถึงนักลงทุนหน้าใหม่ที่กำลัง  “อิน” หรือสนใจและศึกษาการลงทุนอย่างจริงจังในช่วงเร็ว ๆ  นี้  ต่างก็มักจะมีเป้าหมายที่จะสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนในหุ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องยาวนานจนถึงจุดที่ตนเอง  “มีอิสรภาพทางการเงิน” และสามารถลาออกจากงานประจำในฐานะ  “คนกินเงินเดือน”  หรือการเป็นลูกจ้างของบริษัทหรือองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่   “อิสรภาพทางการเงิน” ในความหมายที่เป็นที่ยอมรับก็คือ  การที่เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามปกติโดยอาศัยแต่รายได้จากการลงทุนและเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวไปตลอดชีวิตโดยที่มีความเสี่ยงที่จะผิดพลาดน้อย  ผมเองเคยให้นิยามว่าเราควรจะต้องมีเงินอย่างน้อยเท่ากับ 200 เท่าของรายจ่ายประจำเดือนโดยเฉลี่ยและเงินนั้นจะต้องถูกลงทุนในจุดที่ถูกต้องซึ่งรวมถึงการที่จะมักจะต้องลงทุนในหุ้นเป็นหลักตลอดไป  พูดง่าย ๆ  ถ้าเราต้องการใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท เราต้องมีพอร์ตหุ้นหรือพอร์ตลงทุนอย่างน้อย 4 ล้านบาท  ถ้าต้องการเดือนละ 100,000 บาท ก็ต้องมีเงิน 20 ล้านบาทขึ้นไป

ความเป็นอิสรภาพทางการเงินนั้น  ดูเหมือนว่าจะเ…

จุดอ่อนของยักษ์ค้าปลีก / โดย คนขายของ

ก่อนยุคต้มยำกุ้งในปี 1997 หุ้นค้าปลีกยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก จนกระทั้งหลังวิกฤตเกิดการควบรวมกิจการของค้าปลีกไทยกับต่างชาติ ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาการบริหารการจัดการ ตามมาด้วยการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ทำให้หุ้นค้าปลีกในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ในขณะที่หุ้นค้าปลีกของไทยยังคงสามารถทรงราคาอยู่ได้ในระดับสูง แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่าราคาหุ้นค้าปลีกระดับโลกบางบริษัทกลับเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่อ่อนตัวกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด เป็นไปได้หรือไม่ว่า กิจการที่นักลงทุนเคยเชื่อว่าแข็งแกร่งดุจหินผา รับเงินสดก่อนแล้วค่อยจ่ายซัพพลายเออร์ในอีก 60-90 วันถัดไป กำลังเข้าสู่จุดอิ่มตัว และเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับคู่แข่งรายใหม่ที่เล็กกว่า แต่ปรับตัวได้รวดเร็วกว่า ค้าปลีกยักษ์ใหญ่จะยังคงขยายตัวได้ในระดับสูงหรือไม่? และอุปสรรคสำคัญคืออะไร?



กิจการค้าปลีกขนาดยักษ์มักมีจุดเริ่มจากการประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาค เสร็จแล้วจึงขยาย ไปในระดับประเทศ ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่กิจการขยายได้รวดเร็วมาก ราคาหุ้นก็ตอบสนองไปในทิศทางเดียวกันปัญหาของค้าปลีกขนาดยักษ์มักเริ่มเกิดขึ้นเมื่อกิจการในประเทศดู…